Test Trust Truth


🎵 Test Trust Truth : Question, reason, and seek truth —A Timeless Buddhist Guide to Critical Thinking and Ethical Living.
Introduction - เกริ่นนำ
ในบทความนี้ ผมจะนำเนื้อหาจากพระธรรมเทศนาเรื่อง กาลามสูตร ซึ่งบันทึกไว้ในสัจจสารจากสวนโมกข์ โดยท่านพุทธทาสภิกขุ เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2531 มาใช้ เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ที่สนใจครับ
Content - เนื้อความ
กาลามสูตร ช่วยด้วย!
ชาวโลกทั้งโลก รวมทั้งชาวไทยเราด้วย กำลังตกอยู่ในฐานะอย่างเดียวกันกับชนชาวกาลาม แห่งเกสปุตตนิคม ในสมัยพุทธกาล หมู่บ้านชาวกาลาม เป็นทางผ่านของศาสดาทั้งหลายแต่ละศาสดาต่างก็สอนลัทธิของตน ๆ จนชนชาวกาลามไม่รู้ว่าจะรับเอาลัทธิใดดี ครั้นพระพุทธเจ้าเสด็จผ่านมา เขาก็กราบทูลถามปัญหาข้อนี้ คือข้อที่ไม่รู้ว่าจะเชื่อศาสดาองค์ไหนดี พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสข้อความที่เรียกว่ากาลามสูตร ซึ่งจะได้พิจารณากันสืบไป
ชาวโลกสมัยปัจจุบัน ได้ศึกษาวิชาการพัฒนาหลายรูปแบบ ในประเทศไทยเราก็มีคำสั่งสอนหลายรูปแบบ มีสำนักวิปัสสนาหลายสิบคณะ มีอาจารย์หลายสำนัก จนประชาชนไม่รู้ว่า จะรับคำสอนหรือปฏิบัติตามสำนักใดดี นี้เรียกว่า เรากำลังตกอยู่ในฐานะเช่นเดียวกับชาวกาลาม ดังที่กล่าวแล้ว
มา อนุสฺสเวน : อย่ารับเอามาเชื่อโดยการฟังบอกต่อ ๆกันมา มันเป็นอาการของคนไร้สมอง หรือสมองขี้เลื่อย อย่างที่คนกรุงเทพฯ สมัยหนึ่งตื่นเรื่องปีมะ ว่าจะมีวิกฤตกาลใหญ่หลวง
💡1. Ma anussavena : Don’t accept and believe something to be true just because it has been passed along and retold for many years. Such credulity is a characteristic of brainless people, of "sawdust brains," such as those in Bangkok who once believed that disasters would befall people born in the "ma" years. (The years of the small snake, big snake, horse, and goat — five through eight in the old twelve-year Thai cycle — all begin with "ma.")มา ปรมฺปราย : อย่ารับเอามาเชื่อโดยที่มีการทำตาม ๆ สืบ ๆ กันมา เห็นเขาทำอะไรอย่างไร ก็ทำตาม ๆ กันไป ดังนิทานเรื่องกระต่ายตื่นตูม ที่สัตว์ทั้งหลายเห็นกระต่ายวิ่งมาอย่างสุดกำลังก็ชวนกันวิ่งตาม จนหกล้มคอหักตกเหวตายกันเป็นอันมาก วิปัสสนาที่สักว่าทำตาม ๆ กันมา ก็มีผลอย่างนี้
💡2. Ma paramparaya : Don’t believe in something merely because it has become a traditional practice. People tend to imitate what others do and then pass the habit along, as in the story of the rabbit that was terrified by a fallen mango (like Chicken Little’s falling sky). When the other animals saw the rabbit running at top speed, they were frightened too and ran after it. Most of them ended up tripping and tumbling off a cliff to their deaths. Any vipassana (insight) practice that merely imitates others, that just follows traditions, will bring similar results.มา อิติกิราย : อย่ารับเอามาเชื่อตามเสียงที่กำลังเล่าลืออยู่อย่างกระฉ่อนบ้าน หรือกระฉ่อนโลก ซึ่งเรียกว่า “ตื่นข่าว”มันเป็นเรื่องของคนโง่ ไม่ยอมใช้สติปัญญาของตน
💡3. Ma itikiraya : Don’t accept and believe something simply because of reports and news of it spreading far and wide, whether through one’s village or throughout the whole world. Only fools are susceptible to such rumors, for they refuse to exercise their own powers of intelligence and discrimination.มา ปิฏกสมฺปทาเนน : อย่ารับเอามาเชื่อด้วยเหตุเพียงว่ามีที่อ้างในปิฎก คำว่า ปิฎก หมายถึงสิ่งที่ได้เขียนหรือจารึกลงไปแล้วในวัตถุสำหรับการเขียน ที่ยังจำ ๆ กันไว้ด้วยความทรงจำยังไม่เรียกว่า ปิฎก ปิฎกเป็นสังขารชนิดหนึ่งที่อยู่ในกำมือของมนุษย์ ทำขึ้นได้ ปรับปรุงได้ เปลี่ยนแปลงได้โดยมือของมนุษย์จึงไม่อาจถือเอาได้ตามตัวอักษรเสมอไป ต้องใช้วิจารณญาณให้เห็นว่า คำที่กล่าวนั้นจะใช้ในการดับทุกข์ได้อย่างไร นิกายพุทธศาสนาแต่ละนิกาย ก็มีปิฎกที่ไม่ตรงกัน
💡4. Ma Pitakasampadanena : Don’t accept and believe something just because it is cited in a pitaka (text). The word "pitaka," although most commonly used for Buddhist scriptures, can mean anything written or inscribed on a suitable writing material. The teachings memorized and passed on orally should not be confused with pitaka. A pitaka is a certain kind of conditioned thing made and controlled by human beings, which can be improved or changed by human hands. Thus, we cannot trust every letter and word we read in them. We need to use our powers of discrimination to see how these words can be applied to the quenching of suffering. There are discrepancies among the pitaka of the various Buddhist schools, so care is called for.มา ตกฺกเหตุ : อย่าเชื่อโดยเหตุที่ว่ามันถูกต้องตามเหตุผลทางตักกะ ซึ่งเป็นศาสตร์ชนิดหนึ่ง ที่ใช้เป็นเครื่องคำนวณหาความจริงตักกะคือสิ่งที่เราเรียกกันว่า Logics ซึ่งมันก็ยังผิดได้ ถ้าข้อมูลมันผิด หรือวิธีการคำนวณมันพลาด
💡5. Ma takkahetu : Don’t believe something solely on the grounds of logical reasoning (takka). Logic is merely one branch of knowledge that people use to try to figure out the truth. Takka or Logic is not infallible. If its data or inferences are incorrect, it can go wrong.มา นยเหตุ : อย่าเชื่อโดยเหตุที่ว่ามันถูกต้องตามเหตุผลทางนยะ ซึ่งเราเรียกกันในเวลานี้ว่าฟิโลโซฟี่ ซึ่งได้ให้คำแปลว่าปรัชญา ชาวอินเดียไม่ยอมรับ เพราะมันเป็นเพียงทัศนะหนึ่ง ๆมิใช่ปัญญาอันสูงสุดหรือเด็ดขาด ที่ควรเรียกว่าปรัชญา นยะ หรือนยายะ เป็นศาสตร์ชนิดหนึ่งซึ่งใช้ในการคำนวณ โดยมีสมมติฐานหรือ Hypothesis มันก็ยังผิดได้ เพราะการคำนวณ หรือการให้สมมติฐานที่ไม่เหมาะสม
💡6. Ma nayahetu : Don’t believe or accept something merely because it appears correct on the grounds of Naya or what is now called "philosophy". In Thailand, we translate the Western term philosophy as prajna. Our Indian friends cannot accept this because "naya" is just a point of view or opinion; it isn’t the supreme understanding properly referred to as panya or prajna. Naya or nayaya is merely a method of deductive reasoning based on hypotheses or assumptions. Such reasoning can err when the method or hypothesis is inappropriate.มา อาการปริวิตกฺเกน : อย่าเชื่อหรือรับเอามาเชื่อด้วยการตรึกตามอาการ ที่เราเรียกกันสมัยนี้ว่า คอมม่อนเซ้นส์ซึ่งเป็นเพียงความคิดชั่วแวบตามความเคยชิน แต่เราก็ชอบใช้กันมากจนเป็นนิสัยไปก็มี นักปราชญ์ผู้อวดดีชอบใช้วิธีนี้กันมาก และถือว่าเก่ง.
💡7. Ma akaraparivitakkena : Don’t believe or accept something simply because of superficial thinking, that is, because it appeals to what we nowadays call "common sense," which is merely snap judgments based on one’s tendencies of thought. We like to use this approach so much that it becomes habitual. Some careless and boastful philosophers rely on such common sense a great deal and consider themselves clever.มา ทิฏฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา : อย่าเชื่อด้วยเหตุเพียงสักว่าข้อความนั้นมันทนได้ หรือเข้ากันได้ กับความเห็นของตนซึ่งมีอยู่เดิมซึ่งมันก็ผิดได้อยู่นั่นเอง หรือวิธีพิสูจน์และทดสอบมันไม่ถูกต้อง มันก็ไม่เข้าถึงความจริงได้ ข้อนี้มีวิธีการคล้ายกับวิถีทางวิทยาศาสตร์แต่มันก็เป็นวิทยาศาสตร์ไปไม่ได้ เพราะไม่มีการพิสูจน์และทดลองที่เพียงพอ
💡8. Ma ditthinijjhanakkhantiya : Don’t believe accept something to be true merely because it agrees or fits with one’s preconceived opinions and theories. Personal views can be wrong and our methods of experiment and verification may be inadequate, neither of which lead us to the truth. This approach may seem similar to the scientific method, but can never actually be scientific, as its proofs and experiments are inadequate.มา ภพฺพรูปตาย : อย่าเชื่อด้วยเหตุเพียงสักว่าผู้พูดมีลักษณะน่าเชื่อ ลักษณะภายนอกกับความรู้จริงในภายใน ไม่เป็นสิ่งเดียวกันได้ คือผู้พูดมีลักษณะน่าเชื่อ แต่พูดผิด ๆ ก็มีอยู่ถมไปแม้สิ่งที่เรียกกันว่าคอมพิวเตอร์สมัยนี้ ก็ระวังให้ดี ๆ เพราะคนเป็นผู้ให้ข้อมูลหรือใช้มัน อาจจะให้ผิด ๆ หรือใช้มันผิด ๆ ก็ได้ อย่าบูชาคอมพิวเตอร์กันนัก มันจะผิดหลักกาลามสูตรข้อนี้
💡9. Ma bhabbarupataya : Don’t believe something just because the speaker appears believable, perhaps due to creditability or prestige. Outside appearances and the actual knowledge inside a person can never be identical. We often find that speakers who appear creditable outwardly turn out to say incorrect and foolish things. Nowadays, we must be wary of computers because the programmers who feed them data and manipulate them may put in the wrong information, make programming errors, or use them incorrectly. Don’t worship computers so much, for doing so goes against this principle of the Kalama Sutta.มา สมโณ โน ครู ติ : อย่าเชื่อด้วยเหตุเพียงสักว่าสมณะ(ผู้พูด) นี้ เป็นครูของเรา พระพุทธประสงค์อันสำคัญเกี่ยวกับข้อนี้ก็คือไม่ต้องการให้ใคร เป็นทาสทางปัญญาของใคร แม้แก่ของพระองค์เอง ทรงเน้นย้ำบ่อย ๆ ในข้อนี้ และมีสาวกเช่นพระสารีบุตรก็กล่าวยืนยันในการปฏิบัติเช่นนี้ คือไม่เชื่อทันทีที่ได้ฟังพระพุทธดำรัสแต่เชื่อเมื่อได้ใคร่ครวญด้วยเหตุผลอันเพียงพอและได้ลองปฏิบัติดูแล้ว จงดูเถิด มีศาสดาไหนในโลกที่ให้เสรีภาพแก่สาวกหรือผู้ฟัอย่างสูงสุดเช่นนี้ ดังนั้นพุทธศาสนาจึงไม่มี Dogmatic Systemคือการบังคับให้เชื่อ โดยไม่ให้สิทธิในการใช้เหตุผลของตนเองนี่แหละคือความพิเศษสูงสุดของพระพุทธศาสนา ซึ่งทำให้ไม่ต้องตกเป็นทาสทางสติปัญญาของผู้ใด ดังกล่าวแล้ว คนไทยเรา อย่าสมัครเป็นทาสทางสติปัญญาของชาวตะวันตก เหมือนที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน ให้มากนักเลย หรือจะไม่เป็นเสียเลย ก็จะเป็นการดีที่สุด
💡10. Ma samano no garu ti : Don’t believe something simply because the monk (more broadly, any speaker) is "my teacher." The Buddha’s purpose regarding this important point is that nobody should be the intellectual slave of anybody else, not even the Buddha Himself. The Buddha emphasized this point often, and there were disciples, such as the Venerable Sariputta, who confirmed it in practice. They didn’t believe the Buddha’s words immediately upon hearing them; they only did so after reasoned reflection and the test of practice. See for yourselves whether there is any other religious teacher in the world who has given this highest freedom to his disciples and listeners! In Buddhism there is no dogmatic system that pressures us to believe without the right to examine and decide for ourselves. This is the greatest uniqueness of Buddhism that keeps its practitioners from being anybody’s intellectual slave. We Thais should never volunteer to follow the West as slavishly as we are doing now. Intellectual and spiritual freedom is best.
เสรีภาพทางปัญญา
กาลามสูตรทั้ง 10 ข้อนี้ เป็นหลักประกัน ความไม่เป็นตัวของตัวเอง หรือการไม่ใช้สติปัญญาของตัวเองในการต้อนรับสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง ที่เรียกกันในภาษาธรรมว่า ปรโตโฆสะ เมื่อได้ยิน ได้ฟังอะไร ก็ต้องกระทำโยนิโสมนสิการในสิ่งนั้นอย่างเต็มที่ มีเหตุผลที่จะเป็นประโยชน์แล้ว มีผลดับทุกข์ได้จริง จึงค่อยเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์
หลักกาลามสูตรนี้ ใช้สำหรับทุกคน ทุกแห่ง ทุกยุคทุกสมัยในโลกทุกโลก แม้แต่เทวโลก สมัยนี้โลกแคบนิดเดียวเพราะการติดต่อคมนาคมอย่างวิเศษ การสื่อสารทำได้ง่ายและรวดเร็ว คน ในโลกสามารถได้รับความรู้ใหม่ ๆ จากทุกทิศทุกทาง ไม่รู้จะเชื่ออย่างไรดี ตกอยู่ในฐานะอย่างเดียวกันกับชนชาวกาลามสมัยนั้นกาลามสูตรนี่แหละจะเป็นที่พึ่ง ขอได้สนใจศึกษาไว้ให้เป็นอย่างดีที่สุด และถือว่าเป็นโชคดีที่สุด ที่พระพุทธองค์ได้ตรัสกาลามสูตรไว้ในฐานะเป็นของขวัญของทุกคนในโลก คนที่โง่เกินไปเท่านั้น ที่ไม่อาจได้รับประโยชน์จากพระพุทธโอวาทสูตรนี้
กาลามสูตรนี้ ให้ใช้ได้สำหรับคนทุกวัย แม้แต่วัยเด็ก เพื่อว่าจะได้เป็นเด็กของโพธิ ไม่เป็นเด็กของอวิชชา บิดามารดาควรอบรมลูกให้รู้จักทำความเข้าใจในคำพูดหรือคำสั่งที่ได้รับ ให้มองเห็นว่ามันมีเหตุผลอย่างไร และจะได้รับผลอย่างไรตามนั้นหรือไม่ เมื่อสอนหรือสั่งอย่างไร เด็ก ๆ มีความเข้าใจ หรือมองเห็นประโยชน์จากการปฏิบัติตามนั้น เช่นบอกว่า อย่าเสพเฮโรอีน เด็ก ๆ ไม่เพียงแต่เชื่อฟังเพราะความกลัว แต่มองเห็นว่าเสพเฮโรอีนเข้าไปแล้วมันมีผลอย่างไร แล้วก็กลัว แล้วสมัครที่จะไม่เสพเอง
กาลามสูตรทุกข้อมิได้บ่งบอกว่า มิให้เด็ก ๆ ไม่เชื่อใคร ไม่ฟังใคร แต่ให้ฟังและเชื่อหลังจากที่มองเห็นความหมายอันแท้จริง และผลประโยชน์อันจะได้รับจากความเชื่อและการปฏิบัติตาม ครูสั่งอะไรสอนอะไรเด็กก็มองเห็นเหตุผลของคำสั่งหรือคำสอนนั้น ๆ มิได้ต้องการให้เด็กดื้อ สำหรับเด็กดื้อก็แถมพกด้วยไม้เรียว เขาก็ไปคิดดูใหม่ได้เด็ก ๆ จะเข้าใจหัวข้อของกาลามสูตรเพิ่มขึ้น ๆ ตามความเติบโตแห่งอายุ และจะครบหมดทั้ง 10 ข้อเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์ได้เอง ถ้าเราอบรมเด็ก ๆ ด้วยหลักเกณฑ์อย่างนี้
โลกสมัยวิทยาศาสตร์อย่างสมัยนี้ ย่อมต้อนรับหลักการของกาลามสูตรได้ทั้ง 10 ข้อ ตามวิถีทางของวิทยาศาสตร์ ด้วยความพอใจ มันไม่มีอะไรสักข้อเดียว ที่จะขัดกับหลักวิทยาศาสตร์ แม้ข้อที่แปด ที่ว่า ไม่รับเอาด้วยการทนต่อการเพ่งพินิจของตน ก็มิได้ขัดหลักวิทยาศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์มีการพิสูจน์และทดลองเป็นหลักสำคัญ มิใช่เอาเหตุผลของตนเป็นหลัก พุทธศาสนาจะเป็นที่ถูกใจ และสนองความต้องการของนักวิทยาศาสตร์ได้ ก็เพราะหลักเกณฑ์แห่งกาลามสูตรเหล่านี้
ผู้ถือหลักกาลามสูตร จะมีความรู้และเหตุผลของตน สำหรับจะเข้าใจความหมายหรือความจริงที่ได้รับฟังเข้ามาใหม่ ตัวอย่างเช่นได้ฟังว่า ความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นอันตรายหรือสิ่งเลวร้าย ก็เข้าใจซึมซาบได้ทันที เพราะรู้จักสิ่งที่เรียกว่าความโลภความโกรธความหลงอยู่แล้ว ว่ามันเป็นอย่างไร เขาก็เชื่อตัวเองแทนที่จะเชื่อผู้พูด ในกรณีอื่น ๆ ก็มีวิถีทางปฏิบัติอย่างเดียวกันนี้ถ้ามันเป็นสิ่งที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ก็จะต้องทำความเข้าใจ หรือรู้จักกันเสียก่อน แล้วจึงจะพิจารณาว่าจะยอมรับคำสั่งคำสอนคำแนะนำที่ได้รับใหม่ จะไม่ยอมรับ เพราะการเชื่อผู้พูดโดยส่วนเดียว แม้จะต้องรอไปจนตาย, กาลามสูตรสามารถป้องกันความเป็นทาสทางสติปัญญาของผู้อื่นอย่างสูงสุดเช่นนี้
ปัญหาเกิดขึ้นว่า มียาแก้โรคออกมาใหม่ โฆษณาอย่างนั้นอย่างนี้ เราจะมอบตัวเป็นเครื่องทดลองยา โดยเชื่อคำโฆษณาดีหรือว่าเราจะมีเหตุผลที่เพียงพอ ว่าน่าลองเสียก่อนแล้วจึงลองดูนิดหน่อย เห็นผลโดยแท้จริงแล้วจึงจะสมัครใจใช้ยาขนานนั้น เป็นที่พึ่ง เราจงปฏิบัติต่อคำพูดหรือคำสอนที่เกิดขึ้นใหม่ ๆ ในลักษณะเดียวกันกับที่จะกระทำต่อหยูกยาที่ออกใหม่ โดยอาศัยหลักกาลามสูตรเป็นสรณะ
กาลามสูตรต้องการให้เรามีปัญญาก่อนที่จะมีศรัทธา ถ้าจะเอาศรัทธามาก่อน ก็จะเอาศรัทธาที่คลอดออกมาจากปัญญาเป็นจุดตั้งต้น ไม่เอาศรัทธางมงาย มาเป็นจุดตั้งต้น เช่นเดียวกับหลักอริยมรรคมีองค์แปด เอาปัญญาหรือสัมมาทิฏฐิเป็นจุดตั้งต้นแล้วให้ศรัทธาคลอดออกมาจากปัญญาหรือสัมมาทิฏฐินั้น ก็เป็นความปลอดภัย ไม่หลับตาเชื่อ พอได้ยินก็เชื่อ หรือถูกบังคับให้เชื่อเพราะความกลัว หรือสินจ้างเป็นต้น
โลกปัจจุบันมีการโฆษณาชวนเชื่ออย่างรุนแรงท่วมท้นไปหมดจนชาวโลกตกเป็นทาสของการโฆษณา ที่สามารถทำให้คนควักกระเป๋าออกซื้อหาสิ่งที่ไม่ต้องกิน ไม่ต้องมี ไม่ต้องใช้ ดาษดื่นไปหมด จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมอบหมายหลักกาลามสูตรให้แก่เพื่อนมนุษย์สมัยนี้ การโฆษณาชวนเชื่อเป็นสิ่งร้ายแรงยิ่งกว่าการโฆษณาธรรมดา หรือที่เรียกว่า ปรโตโฆสะ เพียงแต่ปรโตโฆสะก็ต้องการหลักกาลามสูตรเป็นที่พึ่งเสียแล้ว นับประสาอะไรกับที่จะไม่ต้องใช้กับการโฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งเต็มไปด้วยความหลอกลวงโดยเจตนา ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า กาลามสูตรมีประโยชน์อานิสงส์แม้ในการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ
ขอให้ท่านทั้งหลายใคร่ครวญ คำนวณ ทดสอบดูเถิด ว่ามีเสรีภาพที่ไหนในทางจิตใจที่ยิ่งไปกว่าเสรีภาพอันจะพึงได้รับจากกาลามสูตร ถ้ามีผู้กล่าวว่า พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งเสรีภาพใครจะมีเหตุผลอะไรมาขัดแย้งหรือต่อต้าน โลกที่กำลังมึนเมาเสรีภาพ ได้รู้จัก หรือมีเสรีภาพตามหลักแห่งกาลามสูตรนี้ กันหรือเปล่า เหตุที่ทำให้ไม่มีนั้น เนื่องมาจากการหลับหูหลับตาไม่รู้ไม่ชี้ต่อพระบาลีกาลามสูตร กันหรือเปล่า แถมยังคู่กาลามสูตรว่าสอนไม่ให้เชื่ออะไร หรือรับฟังอะไร และมากไปถึงว่า พระองค์ตรัสเรื่องนี้สำหรับประชาชนชาวกาลามสมัยนั้นและที่นั้นเท่านั้นไปเสียอีก ทำไมไม่สังเกตให้เห็นว่า คนสมัยนี้ตกเป็นทาสทางสติปัญญา สูญเสียเสรีภาพยิ่งไปกว่าชนชาวกาลามไปเสียอีกเพื่อนมนุษย์ผู้บูชาเสรีภาพทั้งหลายเอ๋ย ขอจงได้พิจารณาเนื้อความและความมุ่งหมายแห่งกาลามสูตร หรือพระพุทธประสงค์ในการตรัสสูตรนี้ กันให้ดี ๆ เถิด ความเป็นพุทธบริษัทของท่านก็จะอ้วนขึ้น ๆ แทนที่จะผอมลง ๆ และอย่าพากันงมงายด้วยความเกลียดกลัวกาลามสูตร ไปนักเลย คำว่า “ไท” มีความหมายแห่งเสรีภาพแล้วท่านจะเอาเสรีภาพอย่างไหนมาให้แก่ความเป็นไทของพวกเราหรือเราจะมีความเป็นไทในแบบไหนกันอีก ซึ่งเหมาะสมแก่ความเป็นไทแบบพุทธบริษัท สาวกของพระพุทธองค์
การเปิดกว้างทางความคิด
ทีนี้จะขอมองออกไปในวงกว้าง ถึงประโยชน์และอานิสงส์ของกาลามสูตร ซึ่งมีอยู่อย่างซ่อนเร้น ข้อนี้ ได้แก่การที่กาลามสูตรจะช่วยให้เราไม่มีการพูดอย่างขวานผ่าซาก แล้วก็เอามาปะทะกันโต้เถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ตัวอย่างเช่น จะให้ถือกันเป็นหลักเด็ดขาด ว่าในครอบครัวหนึ่งใครจะเป็นช้างเท้าหน้าหรือช้างเท้าหลังให้เด็ดขาดลงไปโดยส่วนเดียว ข้อนี้เป็นความโง่ เพราะมันแล้วแต่เหตุผลทางอิทัปปัจจยตา ว่าครอบครัวไหนใครควรเป็นช้างเท้าหน้าใครควรเป็นช้างเท้าหลัง โดยหลักกาลามสูตร หรืออิทัปปัจจยตามันก็พูดได้แต่เพียงว่า ในครอบครัวไหน ใครควรจะเป็นอะไรอย่าพูดขวานผ่าซากให้ผิดหลักธรรมชาติเลย
ในกรณีแห่งการทำแท้ง เถียงกันหน้าดำหน้าแดงว่าควรหรือไม่ควร โดยไม่พิจารณาเสียเลยว่า ในกรณีไหนมันควร หรือในกรณีไหนมันไม่ควร ต่อเมื่อถือเอาตามหลักแห่งเหตุผลตามวิถีทางของพุทธบริษัท มันก็จะบอกได้เองว่า กรณีไหนควร กรณีไหนไม่ควร หยุดยืนยันกันอย่างขวานผ่าซากกันเสียเถิด
ในกรณีกินเนื้อกินผัก ก็มัวแต่เถียงกันให้เด็ดขาดลงไปอย่างใดอย่างหนึ่ง นั้นมันเป็นเรื่องของคนยึดมั่นถือมั่นให้เป็นเนื้อเป็นผักขึ้นมา พุทธบริษัทไม่มีเนื้อไม่มีผัก มีแต่การเป็นธาตุตามธรรมชาติผู้กินก็ดี สิ่งที่ถูกกินก็ดี ล้วนแต่สักว่าธาตุตามธรรมชาติ กรณีไหนควรกิน กรณีไหนไม่ควรกิน ก็ถือเอาโดยหลักแห่งเหตุผลตามกาลามสูตรเถิด ด้วยเหตุนี้เอง พระพุทธองค์จึงไม่ตรัสโดยส่วนเดียวว่ากินเนื้อหรือกินผัก อย่ากินเนื้อ หรืออย่ากินผัก โดยการพูดผ่าซากซึ่งมิใช่วิธีของพุทธบริษัท
การหลับตาพูดว่า ประชาธิปไตยมีความดีโดยส่วนเดียวโดยไม่พิจารณาว่าประชาธิปไตยของประชาชนที่เห็นแก่ตัว มันเลวร้ายยิ่งกว่าเผด็จการของผู้ที่ไม่เห็นแก่ตัว โดยเห็นแก่ธรรมะหรือความถูกต้อง ประชาธิปไตยของผู้เห็นแก่ตัวก็มีเสรีภาพในการใช้ความเห็นแก่ตัว อย่างน่าหวาดเสียว ปัญหาจึงมีไม่สิ้นสุดในหมู่ประชาชนผู้มีประชาธิปไตยของความเห็นแก่ตัว เลิกพูดว่าประชาธิปไตยดีโดยส่วนเดียว หรือเผด็จการดีโดยส่วนเดียว แต่ให้ถือเป็นหลักว่า เมื่อประกอบอยู่ด้วยธรรมแล้ว ก็ดีทั้งสองอย่างแล้วเลือกเอาเองว่า จะเอาอย่างไหนตามเหตุผลที่มันมีอยู่เฉพาะหน้า
การพูดว่า นายกรัฐมนตรีต้องมาจากผู้แทน ไม่ควรมาจากคนนอกที่เลือกเข้ามา โดยส่วนเดียวนั้น มันก็เป็นเรื่องหลับหูหลับตาพูด ที่แท้มันต้องดูว่า สถานการณ์มันควรเป็นอย่างไร มันมีเหตุผลอย่างไร แล้วปฏิบัติไปให้ถูกต้องตามกฎของอิทัปปัจจยตา นั่นแหละจะมีความเป็นพุทธบริษัท สมกับที่พุทธศาสนาเป็นประชาธิปไตยชนิดธรรมิกสังคมนิยม การเลือกผู้แทนก็ดี การตั้งรัฐบาลก็ดีระบบการเมืองก็ดี การพัฒนาก็ดี ต้องกระทำไปโดยใช้หลักกาลามสูตร ขอให้พิจารณาดูทีละข้อ ๆ ก็จะพบความจริงข้อนี้ คือการอาศัยหลักกาลามสูตร
โลกแห่งยุคปัจจุบันนี้ ยิ่งต้องการกาลามสูตรเป็นหลักปฏิบัติโลกกำลังหมุนเร็วด้วยกิเลสของมนุษย์ และแคบลง ๆ เพราะความก้าวหน้าของระบบคมนาคม และการสื่อสาร กำลังจะวินาศ เพราะการขาดสติสัมปชัญญะ และสติปัญญาที่เหมาะสม โลกกำลังบูชาวัตถุ และกามารมณ์ และความฟุ่มเฟือยตามอำนาจของกิเลส เพราะขาดหลักการตามทางของกาลามสูตร ไม่รู้จักเลือกสิ่งที่เหมาะสมตามหลักเกณฑ์ของกาลามสูตร มันจึงเต็มไปด้วยความไม่เหมาะสมที่จะมีสันติภาพ แต่เพิ่มอาชญากรรมและสิ่งเลวร้ายอื่น ๆ ยิ่งขึ้นทุกทีขอให้เรากำจัดปัญหาเหล่านี้ และความเลวร้ายต่าง ๆ ออกไป ด้วยการอาศัยกาลามสูตรเป็นหลักเถิด
ในที่สุด ก็มาถึงปัญหาเรื่องชื่อของสูตร ๆ นี้ ถ้าถือเอาตามชื่อของประชาชนผู้รับฟังพระพุทธโอวาทข้อนี้ ก็ต้องใช้ชื่อว่ากาลามสูตร แต่ถ้าเอาตามสถานที่ที่ตรัสพุทธโอวาทนี้ ก็ต้องเรียกชื่อว่า เกสปุตตสูตร จะใช้ชื่อไหนมันก็ยังเป็นเรื่องเดียวกันอยู่นั่นเอง ในสมัยที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส จัดการเผยแผ่พระไตรปิฎกด้วยหนังสือชุดที่เรียกว่า ธรรมสมบัติ สมัยนั้นนิยมใช้ชื่อกันว่า กาลามสูตร เป็นที่รู้จักกันดี ดังนั้นจึงขอตะโกนว่า กาลามสูตร ช่วยด้วย!
สรุปความว่า กาลามสูตรไม่ได้ห้ามไม่ให้เชื่อสิ่งใด ๆ โดยประการทั้งปวง หากแต่ให้เชื่อด้วยความเป็นไททางสติปัญญาไม่ได้ห้ามไม่ให้รับฟังสิ่งใด ๆ โดยประการทั้งปวง หากแต่ให้รับฟังด้วยความไม่เป็นทาสทางสติปัญญาเท่านั้น แถมยังช่วยให้สามารถไตร่ตรอง เลือกเฟ้นอย่างละเอียดสุขุม สามารถหาพบเศษทองในกองขยะขนาดใหญ่เท่าภูเขาเลากาทีเดียว ดังนั้น มาเถิดกาลามสูตรมาสิงสถิตย์อยู่ในหัวใจของพุทธบริษัทไทยในยุคปัจจุบัน จงทุกคนเถิด
กาลามสูตร ช่วยด้วย!
โมกขพลาราม ไชยา 5 พฤษภาคม 2531
Summary - สรุป
หลักความเชื่อ ที่ตรัสไว้ในกาลามสูตร
Kālāmasutta-kaṅkhāniyaññhāna : how to deal with doubtful matters; advice on how to investigate a doctrine, as contained in the Kālāmasutta)
มา อนุสฺสเวน (อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามกันมา - Be not led by report)
มา ปรมฺปราย (อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสืบๆ กันมา - Be not led by tradition)
มา อิติกิราย (อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ - Be not led by hearsay)
มา ปิฏกสมฺปทาเนน (อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์ - Be not led by the
authority of texts)
มา ตกฺกเหตุ (อย่าปลงใจเชื่อ เพราะตรรก - Be not led by mere logic)
มา นยเหตุ (อย่าปลงใจเชื่อ เพราะการอนุมาน - Be not led by inference)
มา อาการปริวิตกฺเกน (อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล - Be not led
by considering appearances)
มา ทิฏฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา (อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้าได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว - Be not
led by the agreement with a considered and approved theory)
มา ภพฺพรูปตาย (อย่าปลงใจเชื่อ เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้ - Be not led
by seeming possibilities)
มา สมโณ โน ครู ติ (อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา - Be
not led by the idea, 'This is our teacher')
ต่อเมื่อใด รู้เข้าใจด้วยตนว่า ธรรมเหล่านั้น เป็นอกุศล เป็นกุศล มีโทษ ไม่มีโทษ เป็นต้นแล้ว จึงควรละหรือถือปฏิบัติตามนั้น
Subscribe to my newsletter
Read articles from Ariya Owam-aram directly inside your inbox. Subscribe to the newsletter, and don't miss out.
Written by

Ariya Owam-aram
Ariya Owam-aram
People's Tipitaka Foundation (PTF), Bangkok aims to promote the study and dissemination of Buddhist teachings from the Tripitaka to the public, serving as a guide for righteous living and building a strong society.